เปิดบริการทุกวันตั้งแต่เวลา 9.00 - 22.00 น.

แจกสูตรลับ Step-by-Step เขียนบทที่ 1 ให้เสร็จไว แถมถูกใจอาจารย์

แจกสูตรลับ Step-by-Step เขียนบทที่ 1 ให้เสร็จไว แถมถูกใจอาจารย์

 

 

        นักศึกษาส่วนใหญ่มักติดหล่มกับการเขียนที่มาและพรรณนาความในใจมากเกินไป จนหาจุดจบไม่ลงและถูกอาจารย์ตีกลับให้แก้ไขซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพื่อให้การเริ่มต้นงานวิจัยของคุณราบรื่นที่สุด ผมจึงได้สรุปแนวทางการเขียนบทที่ 1 แบบ Step-by-Step ที่เน้นความกระชับ ตรงประเด็น และถูกต้องตามมาตรฐานงานวิจัยระดับสากล ไม่ว่าคุณจะกำลังเริ่มจับประเด็น หรือกำลังมืดแปดด้านกับโครงสร้างบทนำ สูตรลับในบทความนี้จะช่วยให้คุณก้าวข้ามอุปสรรคบทแรกไปได้อย่างมั่นใจและรวดเร็วครับ เนื้อหาในรูปเล่มบทที่ 1 นั้นส่วนใหญ่หัวข้อย่อยจะคล้ายกับแบบเสนอหัวข้อหรือเค้าโครงงานวิจัย (Proposal)นะครับ ไปดูกันเลย

รูปเล่มบทที่ 1 คืออะไร?

        บทที่ 1 ในงานวิจัยมีบทบาทสำคัญที่ทำให้ผู้อ่านเข้าใจเรื่องราวและแรงบันดาลใจของงานวิจัยนั้นและเพิ่มความสนใจในการอ่านต่อ โดยระบุประเด็นปัญหาและแนวทางการแก้ไข รวมถึงเป้าหมายของงานวิจัย นอกจากนี้ยังบอกขอบเขตของงานวิจัย วิธีการวิจัย และสมมติฐาน รวมถึงช่วยให้เข้าใจแนวทางของงานวิจัยอย่างชัดเจนมากยิ่งขึ้น การเขียนบทที่ 1 ที่ดีจะช่วยให้งานวิจัยมีความสอดคล้องและตรงตามวัตถุประสงค์อย่างเหมาะสม ซึ่งบทที่ 1 จะเป็นแค่เนื้อหาส่วนแรก และรายละเอียดเพิ่มเติมจะถูกนำเสนอในบทต่อไป

ส่วนประกอบของรูปเล่มงานวิจัยบทที่ 1 มีอะไรบ้าง?

  • ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา
  • วัตถุประสงค์การวิจัย
  • ปัญหาการวิจัย (ถ้ามี)
  • ตัวแปรที่ใช้ในการศึกษา (ถ้ามี)
  • ขอบเขตการวิจัย
    • ขอบเขตด้านเนื้อหา
    • ขอบเขตด้านพื้นที่/องค์กร
    • ขอบเขตประชากรกลุ่มตัวอย่าง (งานวิจัยเชิงปริมาณ ระบุกลุ่มตัวอย่าง)
    • ผู้ใช้ข้อมูลสำคัญ (งานวิจัยเชิงคุณภาพ ระบุจำนวนคน)
  • นิยามศัพท์
  • สมมติฐาน (ถ้ามี)
  • กรอบแนวคิดการวิจัย
  • ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ

        จากหัวข้อด้านบนจะเห็นว่ามันมีหัวข้อบางหัวข้อที่คล้ายๆ กับเค้าโครงงานวิจัย ก็ให้เราเอาข้อมูลจากโครงร่างที่ผ่านแล้วมาตั้งต้นได้ (แม้จะเป็นการคัดลอกผลงานตัวเองก็ตาม แต่ผมไม่ซีเรียสขนาดนั้น)  

5 Step สูตรลับเขียนบทที่ 1 ให้เสร็จไว

Step 1: ปูพรมที่มา (Background) ด้วยสูตร "สามเหลี่ยมหัวกลับ"

        การเขียนที่มาและส่วนนำที่ดี ไม่ใช่การเขียนความเรียงตามใจชอบ แต่คือการจูงมือผู้อ่านจาก "ภาพใหญ่" มาสู่ "จุดที่เราสนใจ" เริ่มต้นด้วยความสำคัญของประเด็นในระดับนโยบาย, ระดับชาติ หรือระดับโลก เพื่อให้เห็นว่าเรื่องนี้ "ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ" จากนั้นดึงเรื่องให้แคบลงมาในบริบทที่เราจะทำ (เช่น ในองค์กร, ในจังหวัด หรือในกลุ่มตัวอย่างนี้) มีสถานการณ์อย่างไร มีสถิติอะไรที่น่ากังวลไหม? ตบท้ายด้วยการบอกว่า "แต่ปัจจุบันยังขาดความรู้อะไร" หรือ "ยังมีช่องว่างตรงไหน" ซึ่งจุดนี้แหละคือเหตุผลที่เราต้องทำงานวิจัยชิ้นนี้ อย่าลืมใส่ Citation (อ้างอิง) ในจุดที่เป็นสถิติหรือข้อเท็จจริงเสมอ อาจารย์จะประทับใจมากว่าเรา "ทำการบ้าน" มาดี คุณสามารถอ่านบทความเทคนิคการเขียนที่มาและความสำคัญของปัญหาที่ผมเขียนไว้แบบละเอียดมากๆ เพื่อเสริมความรู้ได้นะครับ

Step 2: การตั้งวัตถุประสงค์ (Objectives) ให้ "คมและวัดผลได้"

        วัตถุประสงค์เป็นสัญญาใจว่าเราจะทำอะไรบ้าง ห้ามเขียนกว้างจนเป็น "มหาสมุทร" เพราะคุณจะทำไม่จบ ควรใช้คำกริยาที่วัดผลได้ โดยให้หลีกเลี่ยงคำว่า "เพื่อศึกษา..." อย่างเดียว ลองเปลี่ยนเป็น "เพื่อเปรียบเทียบ...", "เพื่อหาความสัมพันธ์...", หรือ "เพื่อประเมิน..." ซึ่งวัตถุประสงค์ในงานวิจัยควรมีแค่ 2 ถึง 3 ข้อเท่านั้น เดี๋ยวผมจะเขียนบทความแยกออกมาให้อ่านกันแบบละเอียดเลย เร็วๆ นี้แน่นอน

Step 3: ขอบเขตการวิจัย (Scope) "ขีดเส้นป้องกันตัว"

        จุดนี้คือที่ที่นักวิจัยมือใหม่มักโดนอาจารย์สั่งงานเพิ่ม การเขียนขอบเขตที่ดีเป็นการบอกว่า "ผมจะทำแค่เท่านี้ครับอาจารย์" ขอบเขตมีหลายด้านขึ้นอยู่กับงานวิจัยที่ทำ หัวข้อไม่ตายตัว เช่น ขอบเขตด้านการศึกษา ขอบเขตด้านประชากร ขอบเขตด้านพื้นที่ ซึ่งยิ่งระบุขอบเขตชัดเจนเท่าไหร่ เวลาสอบป้องกันฯ คุณจะใช้จุดนี้เป็นเกราะป้องกันเวลาถูกถามเรื่องนอกเหนือจากที่ศึกษาได้ดีเยี่ยม

Step 4: นิยามศัพท์เฉพาะ (Definitions) ที่ไม่ใช่แค่พจนานุกรม

        นิยามศัพท์ในบทที่ 1 ไม่ใช่การก๊อปปี้พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตฯ มาวาง แต่ต้องเป็น "นิยามเชิงปฏิบัติการ" (Operational Definition) ที่บอกว่าคำศัพท์นั้นในงานวิจัยของคุณ "หมายถึงอะไร" และ "วัดค่าได้อย่างไร" นิยามเฉพาะตัวแปรหลักให้ครบทุกตัว อาจารย์จะเช็คจากจุดนี้ว่าคุณ "เข้าใจ" สิ่งที่จะไปทำจริงๆ หรือเปล่า

Step 5: ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ (Significance)

        ส่วนสุดท้ายคือการขายของครับ ต้องบอกให้ได้ว่าทำเสร็จแล้วใครได้ประโยชน์บ้าง เช่น 1. ประโยชน์ต่อแวดวงวิชาการ 2. ประโยชน์ต่อหน่วยงาน/องค์กร 3. ประโยชน์ต่อผู้ปฏิบัติงาน โดยเขียนให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์

        ลองเช็คดูครับว่าบทที่ 1 ของคุณมีครบ 5 Step นี้ไหม? ถ้าครบและเชื่อมโยงกันอย่างเป็นเหตุเป็นผล ผมกล้าการันตีเลยว่า โอกาสที่อาจารย์จะแก้จนเละนั้นแทบไม่มีเลย! ขอให้สนุกกับการเริ่มต้นงานวิจัยนะครับ

สรุปการทำเล่มวิจัยบทที่ 1 ฉบับนักศึกษา

        บทที่ 1 คือหัวใจสำคัญที่เป็นดั่งเข็มทิศนำทางให้กับงานวิจัยทั้งเล่ม การวางโครงสร้างที่ชัดเจนและสมเหตุสมผลตามสูตร Step-by-Step นี้ ไม่เพียงแต่จะช่วยให้คุณประหยัดเวลาในการเขียนและลดจำนวนครั้งในการถูกตีกลับจากอาจารย์ที่ปรึกษาเท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างรากฐานที่แข็งแกร่งเพื่อให้บทต่อๆ ไปดำเนินไปได้อย่างลื่นไหลและเป็นมืออาชีพครับ ถ้าชอบคอนเทนต์แบบนี้สามารถติดตามข่าวสารและบทความที่เกี่ยวข้องกับงานวิจัยของ makewebproject เพื่ออัปเดทความเคลื่อนไหว หากท่านมีข้อเสนอแนะ หรือติดปัญหาส่วนไหนสามารถสอบถามผ่านเฟสบุ๊ครับทำโปรเจค หรือติดต่อปรึกษาการทำโปรเจค ได้เลยครับ

 

แชร์ข่าวนี้ให้เพื่อนคุณ:
กลับหน้าเทคนิคการทำโปรเจค

 

อย่าลืมกดติดตามอัปเดตข่าวสาร เทคนิคดีๆกันนะครับ Please follow us

เรื่องที่เกี่ยวข้อง: