เปิดบริการทุกวันตั้งแต่เวลา 9.00 - 22.00 น.

วิจัย 101 สิ่งที่อาจารย์ไม่ได้บอก แต่คุณต้องรู้ก่อนเริ่มทำวิจัย

วิจัย 101 สิ่งที่อาจารย์ไม่ได้บอก แต่คุณต้องรู้ก่อนเริ่มทำวิจัย

 

 

        หลายคนเริ่มต้นทำวิจัยด้วยความรู้สึกเหมือนถูกผลักลงมหาสมุทรโดยไม่มีชูชีพ อาจารย์อาจจะสอนทฤษฎีในห้องเรียนอย่างเข้มข้น บอกขั้นตอน 1-2-3-4 ตามระเบียบวิธีวิจัยเป๊ะๆ แต่สิ่งที่ขาดหายไปคือ "คู่มือการเอาตัวรอดในสถานการณ์จริง" ทำไมบางคนแก้เล่มเป็นสิบรอบก็ไม่ผ่าน? ขณะที่บางคนดูเหมือนจะจับทางได้ถูกตั้งแต่ก้าวแรก บทความนี้จะไม่ได้มาสอนวิชาวิจัยหรือการเขียนรูปเล่มวิจัยแบบเดิมๆ แต่จะมาตีแผ่ "วิธีการเตรียมตัวในการทำวิจัย" ที่อาจารย์ไม่ได้บอกไว้ เพื่อให้คุณเปลี่ยนจากสถานะผู้ถูกล่า (โดยเดดไลน์) มาเป็นผู้ควบคุมเกมวิจัยได้เอง แต่ถ้าคุณยังไม่รู้ว่างานวิจัยคืออะไรแล้วทำไมนักศึกษาต้องทำงานวิจัยก่อนจบให้ไปอ่านบทความนี้ก่อนนะครับ ที่นี้ไปดูกันเลยว่าเราจะเอาตัวรอดได้ยังไง

4 ขั้นตอนการเตรียมตัวทำวิจัย

ขั้นตอนที่ 1 การเลือกหัวข้อ "The Sweet Spot" (ความชอบ vs ความเป็นไปได้)

        อาจารย์มักบอกให้ "เลือกเรื่องที่น่าสนใจและมีประโยชน์" แต่คำว่าน่าสนใจของอาจารย์กับของเรามักไม่ตรงกัน สิ่งที่ไม่มีใครบอกคุณคือ หัวข้อที่ดีที่สุดคือหัวข้อที่คุณทำจบ ไม่ใช่หัวข้อที่ล้ำที่สุดในโลก ดังนั้นจึงต้องใช้เทคนิคการเอาตัวรอดดังนี้

  • Passion vs. Data การทำวิจัยคือการอยู่กับเรื่องเดิมซ้ำๆ เป็นปี ถ้าคุณไม่ "อิน" คุณจะท้อกลางทาง แต่ความอินอย่างเดียวไม่พอ คุณต้องเช็ค "ความพร้อมของข้อมูล" ด้วย ลองค้นใน Google Scholar หรือฐานข้อมูลงานวิจัย วิทยานิพนธ์ดูว่า เรื่องที่คุณจะทำมีทฤษฎีรองรับไหม? มีแบบสอบถามมาตรฐานให้หยิบยืมมาปรับใช้หรือเปล่า? ถ้ามีข้อมูลพวกนี้แล้วหล่ะก็ หัวข้อที่คุณเลือกทำนี้มาถูกทางแล้ว
  • สูตรการกรองหัวข้อ ลองตั้งหัวข้อที่อยากทำมา 3 ระดับ
    • ระดับเพ้อฝัน (ยากแต่เท่)
    • ระดับปลอดภัย (ทำได้ชัวร์แต่อาจจะน่าเบื่อ)
    • ระดับพอดี (ท้าทายแต่มีข้อมูลสนับสนุน) แล้วนำตัวเลือกที่ 3 ไปคุยกับอาจารย์ครับ

        ให้เตรียมไว้หลายๆ หัวข้อหน่อยนะถ้ายังคิดไม่ออก ไม่รู้จะทำโปรเจคเรื่องอะไรดี? ลองมาอ่านบทความแนะนำตัวอย่างหัวข้อโปรเจคก่อนนะ มีหัวข้อโปรเจคให้เลือก 1,000+ หัวข้อเยอะแยะหลายแนว

ขั้นตอนที่ 2 บริหารจัดการ "อาจารย์ที่ปรึกษา" (The Art of Stakeholder Management)

        ความสัมพันธ์ระหว่างนักศึกษากับอาจารย์ที่ปรึกษาคือปัจจัยสำคัญที่สุดที่จะกำหนดว่าคุณจะเรียนจบตามกำหนดหรือไม่ อาจารย์ไม่ใช่แค่ผู้ตรวจงาน แต่คือ "Gatekeeper" หรือคนเฝ้าประตูความสำเร็จของคุณ ดังนั้นจึงต้องใช้เทคนิคการเอาตัวรอดดังนี้

  • ถอดรหัสสไตล์การตรวจ อาจารย์บางท่านเน้น "ความเป๊ะของรูปแบบ" (Formatting) บางท่านเน้น "ตรรกะและการเชื่อมโยง" (Logic) หน้าที่ของคุณคือสังเกตว่าอาจารย์ให้ความสำคัญกับจุดไหนเป็นพิเศษในการตรวจครั้งแรก แล้ว "อุดรอยรั่ว" ตรงนั้นให้สนิทในครั้งถัดไป
  • การเข้าหาอย่างมีชั้นเชิง อย่าเดินไปหาอาจารย์ด้วยคำถามว่า "หนูควรทำเรื่องอะไรดีคะ?" แต่ควรไปพร้อมกับ "ทางเลือก A และ B" พร้อมเหตุผลประกอบ การแสดงให้เห็นว่าคุณทำการบ้านมาแล้ว จะทำให้อาจารย์เชื่อมั่นและเกรงใจในเนื้องานของคุณมากขึ้น แต่บางครั้งอาจารย์มีหัวข้อโปรเจคในใจอยู่แล้ว แค่หานักศึกษามาทำเท่านั้นเอง แต่ถ้ได้หัวข้อจากอาจารย์แบบนี้สบายใจได้เลย

ขั้นตอนที่ 3 ติดอาวุธด้วย "คลังแสงดิจิทัล" (Research Tools & Workflow)

        ในยุคนี้ ใครที่ยังนั่งพิมพ์บรรณานุกรมทีละบรรทัดหรือเซฟไฟล์งานชื่อ Final, Final_กว่า, Final_ของจริง ถือว่าพลาดมากครับ สิ่งที่อาจารย์อาจไม่ได้ลงรายละเอียดคือการใช้เครื่องมือผ่อนแรง ดังนั้นจึงต้องมีเทคนิคการเอาตัวรอดดังนี้

  • Reference Manager เริ่มใช้ EndNote, Zotero หรือ Mendeley ตั้งแต่วันแรกที่คุณโหลดไฟล์ PDF งานวิจัยมาอ่าน เครื่องมือเหล่านี้จะช่วยเก็บ Log อ้างอิงให้คุณโดยอัตโนมัติ และช่วยปั่นบรรณานุกรมท้ายเล่มเสร็จได้ในคลิกเดียว เชื่อผมเถอะของเค้าดีจริงๆ 
  • Literature Matrix อย่าอ่านงานวิจัยทิ้งๆ ขว้างๆ ให้สร้างตาราง Excel สรุปงานที่อ่าน โดยแบ่งคอลัมน์เป็น ชื่อผู้แต่ง, ปีที่พิมพ์, วัตถุประสงค์, ตัวแปรที่ใช้, และผลการวิจัย เมื่อถึงเวลาเขียนบทที่ 2 คุณแค่ "Copy & Synthesis" จากตารางนี้ได้เลย ไม่ต้องกลับไปรื้อไฟล์ใหม่ อยากรู้เทคนิคการทบทวนวรรณกรรม (Literature Review) เข้าไปอ่านเพิ่มได้เลยนะ

ขั้นตอนที่ 4 ออกแบบ Timeline แบบ "นักยุทธศาสตร์" 

        เดดไลน์ที่คณะกำหนดคือ "วันตาย" แต่เดดไลน์ที่คุณต้องมีคือ "วันเซฟชีวิต" งานวิจัยมักจะมีช่วง "คอขวด" ที่คุณควบคุมไม่ได้เสมอ ดังนั้นึงต้องมีเทคนิคการเอาตัวรอดดังนี้

  • The Waiting Game คุณต้องเผื่อเวลาสำหรับการรออย่างน้อย 2-4 สัปดาห์เสมอ เช่น รออาจารย์ตรวจงาน, รอหนังสือรับรองจริยธรรมการวิจัย (IRB), หรือรอคนตอบแบบสอบถาม
  • ทฤษฎี 70/30 พยายามทำให้งานในส่วนที่คุณคุมได้ (บทที่ 1-3) เสร็จสมบูรณ์อย่างน้อย 70% ก่อนเริ่มเก็บข้อมูลจริง เพื่อให้ช่วงท้ายของเทอมที่คุณต้องวุ่นวายกับการวิเคราะห์สถิติและการอภิปรายผล (บทที่ 4-5) มีพื้นที่หายใจมากขึ้น

สรุปงานวิจัยคือการฝึกฝน "วุฒิภาวะทางความคิด"

        สุดท้ายนี้ สิ่งที่สำคัญที่สุดที่ไม่มีใครบอกคุณคือ งานวิจัยไม่ใช่การทำรายงานส่งครูเพื่อให้ได้เกรด A แต่มันคือการฝึก "ทักษะการแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ" ความท้อแท้ การโดนแก้เล่มจนกระดาษขาวกลายเป็นสีแดง หรือการต้องรื้อหัวข้อใหม่ ไม่ใช่ความล้มเหลว แต่มันคือส่วนหนึ่งของกระบวนการวิจัย เมื่อคุณก้าวผ่าน "ก้าวแรก" นี้ไปได้ด้วยการวางแผนที่ดี คุณจะพบว่าวิจัยไม่ใช่เรื่องของคนฉลาดที่สุด แต่เป็นเรื่องของคนที่ "อึด" และ "วางแผนเก่ง" ที่สุดต่างหาก ขอให้สนุกกับการเดินทางในโลกของข้อมูลนะครับ

        ถ้าชอบคอนเทนต์แบบนี้สามารถติดตามข่าวสารและบทความและเทคนิคการทำโปรเจค เพื่ออัปเดทความรู้และเทคนิคต่าง ๆ หากท่านมีข้อเสนอแนะ หรือติดปัญหาส่วนไหนสามารถสอบถามผ่านเฟสบุ๊ครับทำโปรเจค หรือต้องการผู้เชี่ยวชาญก็เชิญปรึกษาเรื่องโปรเจคได้เลยครับ

 

แชร์ข่าวนี้ให้เพื่อนคุณ:
กลับหน้าเทคนิคการทำโปรเจค

 

อย่าลืมกดติดตามอัปเดตข่าวสาร เทคนิคดีๆกันนะครับ Please follow us

เรื่องที่เกี่ยวข้อง: