HTML คืออะไร? ทำไมมือใหม่หัดทำเว็บไซต์ต้องรู้จัก
HTMLเป็นภาษาพื้นฐานที่ใช้ในการกำหนดโครงสร้างของเว็บเพจ เหมาะกับมือใหม่ที่กำลังเริ่มศึกษาการทำเว็บไซต์ โดยภาษา HTML ได้ถูกวิวัฒนาการมาแล้วหลายเวอร์ชันจนถึงปัจจุบัน คือเวอร์ชันที่ 5 หรือที่เราเรียกว่า HTML5 ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ เนื่องจากได้เพิ่มคุณสมบัติใหม่เข้ามามากมาย บทความนี้จะพาคุณไปรู้จักกับภาษา HTML ตั้งแต่จุดเริ่มต้นไปจนถึงปัจจุบัน ทางแอดมินได้รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับแนวคิดและทฤษฎีของภาษา HTML ไว้ให้แล้วสามารถเลือกอ่านตามหัวข้อได้เลยจ้า
|
HTML คืออะไร? ประวัติความเป็นมาของภาษา HTML หลักการทำงานของภาษา HTML ทำความรู้จัก HTML5 ข้อดี VS ข้อเสีย ของ HTML สรุปเรื่องภาษา HTML ฉบับคนทำโปรเจค |
HTML คืออะไร
HTML ย่อมาจาก Hypertext Markup Language ไม่จัดว่าเป็นภาษาในการเขียนโปรแกรม (Programming Language) แต่จัดเป็นภาษาประเภทการกำหนดสัญลักษณ์ (Markup Language) และเป็นภาษาแรกที่ใช้ในการสร้างหน้าเว็บไซต์ โดยใช้พื้นฐานมาจากภาษา SGML (Standard Generalized Markup Language) ซึ่งเป็นภาษาในการจัดโครงร่างของเอกสารที่มีอยู่แล้วในสมัยนั้น ถือเป็นภาษามาตรฐานสำหรับการสร้างเว็บไซต์โดยใช้ element หรือ tag ที่ประกอบด้วย opening tag และ closing tag ซึ่งอยู่ภายในวงเล็บมุมซ้าย < > และ < / > ตามลำดับ เพื่อระบุโครงสร้างและเนื้อหา เช่น การกำหนดหัวเรื่อง (heading), การแทรกรูปภาพ (image), การสร้างลิงค์ (link) เป็นต้น และยังสามารถอ่านได้โดยเบราว์เซอร์ทุกประเภท เนื่องจากถูกแปลงเป็นโค้ดที่เบราว์เซอร์สามารถอ่านและแสดงผลได้ ด้วยความสามารถของ HTML ทำให้เว็บไซต์มีความยืดหยุ่นสูง จึงเป็นภาษาหลักที่นักพัฒนาเว็บไซต์ต้องรู้จักและใช้งานในการสร้างเว็บไซต์ทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นเว็บไซต์สำหรับธุรกิจ, เว็บไซต์ส่วนตัว หรือเว็บไซต์ e-commerce
ประวัติความเป็นมาของ HTML

รูปภาพแสดงไทม์ไลน์ประวัติของภาษา HTML
- HTML 1.0 เป็นต้นแบบของภาษา HTML เกิดจากผลงานการวิจัยที่มหาวิทยาลัย CERN ในปี 1990 โดย Tim Berners-Lee ซึ่งในเวอร์ชันนี้มีฟีเจอร์พื้นฐานเท่านั้น และยังไม่สามารถใช้ในการพัฒนาเว็บไซต์ที่ซับซ้อนได้เท่าในปัจจุบัน HTML 1.0 มี tag พื้นฐานเพียงไม่กี่ตัวเท่านั้น เช่น <html>, <head>, <title>, <body>, <p> เป็นต้น ซึ่ง tag เหล่านี้ใช้สำหรับกำหนดโครงสร้างของหน้าเว็บไซต์เบื้องต้นนอกจากนี้ HTML 1.0 ยังไม่รองรับรูปภาพ หรือสื่ออื่น ๆ ที่ใช้เพื่อเสริมความหลากหลายให้กับหน้าเว็บไซต์ และยังไม่มีการสนับสนุนสำหรับภาษาอื่น ๆ เช่น CSS หรือ JavaScript อย่างไรก็ตาม HTML 1.0 เป็นฐานรากสำคัญที่สำคัญในการพัฒนาภาษา HTML ในภายหลัง และถือเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างเว็บไซต์และเว็บเพจในยุคอินเทอร์เน็ตเริ่มแรก นอกจากนี้ยังถูกนำไปใช้เป็นข้อกำหนดในการสร้างเว็บเบราเซอร์ตัวแรกที่ชื่อว่า NCSA Mosaic
- HTML 2.0 เป็นเวอร์ชันที่พัฒนาต่อจาก HTML 1.0 ในช่วงปี ค.ศ. 1994 โดยมีการเพิ่มฟีเจอร์และความสามารถใหม่เข้ามา เพื่อสนับสนุนในการพัฒนาเว็บไซต์ที่ซับซ้อนขึ้น โดยเพิ่ม tag ที่ใช้สำหรับการจัดการตาราง (table) เช่น <table>, <tr>, <th>, <td> เพื่อช่วยในการจัดหน้าเว็บไซต์ให้เป็นแบบตาราง รวมถึง tag สำหรับการสร้างฟอร์ม (form) เช่น <form>, <input>, <button>, <select> เพื่อช่วยในการรับข้อมูลจากผู้ใช้งาน นอกจากนี้ HTML 2.0 ยังมีการเพิ่มความสามารถในการสร้างลิงก์ (link) และการใช้งานคำสั่งภายในหน้าเว็บไซต์ รวมถึงการเพิ่มฟีเจอร์ใหม่เพื่อช่วยในการแสดงผลต่าง ๆ บนหน้าเว็บไซต์ เช่น รูปภาพ (image) และเสียง (sound) อย่างไรก็ตาม HTML 2.0 ยังมีความจำกัดบางประการ เช่น ไม่สามารถสร้างเมนูแบบเดร็ปดาวน์ (dropdown menu) และไม่มีการสนับสนุนภาษา CSS
- HTML 3.0 เป็นเวอร์ชันที่พัฒนาต่อจาก HTML 2.0 โดยเป็นการเพิ่มความสามารถและฟีเจอร์ใหม่เข้ามาเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ใช้งานในการสร้างเว็บไซต์ที่มีความสวยงามและฟังก์ชันการทำงานที่สูงขึ้น โดยเพิ่ม tag สำหรับการจัดการภาพ (image) เช่น <img>, <figcaption>, <figure> เพื่อช่วยในการแสดงภาพในหน้าเว็บไซต์อย่างมีระเบียบและเรียบร้อย รวมถึงการเพิ่ม tag สำหรับการจัดการเนื้อหา (content) เช่น <header>, <footer>, <nav> เพื่อช่วยในการจัดเรียงเนื้อหาในหน้าเว็บไซต์
- HTML 4.0 เป็นเวอร์ชันของ HTML ที่ปล่อยออกมาในปี ค.ศ. 1999 โดยองค์กรระหว่างประเทศที่ทำงานด้านการพัฒนาเทคโนโลยีเว็บ (World Wide Web Consortium: W3C) ซึ่งเป็นองค์กรที่รับผิดชอบในการพัฒนามาตรฐานเว็บไซต์ที่เป็นเหมือนกันสำหรับทุกๆ บราวเซอร์ HTML 4.0 มีการเพิ่มเติมคุณสมบัติต่างๆ เช่น การสนับสนุนสกุลภาพแบบ PNG การสร้างตารางข้อมูล (Data Tables) และการเพิ่มฟอร์มฟิลด์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการรับข้อมูลจากผู้ใช้งาน แยกส่วนของฟอร์มและส่วนอื่นๆ ออกเป็นส่วนย่อยๆ ด้วยแท็ก <fieldset> และ <legend> ทำให้ผู้ใช้งานสามารถเข้าใจและใช้งานฟอร์มได้ง่ายขึ้น นอกจากนี้ยังมีการเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของ JavaScript
- ในปี ค.ศ. 2004 กลุ่มบริษัทผู้สร้างเว็บเบราเซอร์ได้รวมตัวกันตั้งหน่วยงานที่ชื่อว่า Web Hypertext Application Technology Working Group (WHATWG) เพื่อสร้างมาตรฐานใหม่และขยายขีดความสามารถของภาษา HTML ให้มากขึ้นกว่าเดิม โดย W3C ได้ให้การสนับสนุนเป็นอย่างดี จนกระทั่ง ในปี ค.ศ. 2007 ได้มีการเผยแพร่ข้อกำหนดใหม่ของภาษาโดยใช้ชื่อว่า HTML5
หลักการทำงานของ HTML
HTML มีหลักการทำงานอยู่ 3 ส่วนหลัก คือ โครงสร้าง (structure) ส่วนเนื้อหา (content) และการสื่อสารกับเว็บเบราว์เซอร์ (presentation) โดยมีการใช้ tags หรือแท็กเพื่อเปิดและปิดบล็อกของโค้ด HTML ตามลำดับของโครงสร้างมีรายละเอียดดังนี้
รูปภาพแสดงการทำงานของภาษา HTML ร่วมกับ CSS และ Javascript
- โครงสร้าง (Structure) เป็นส่วนที่ใช้สร้างโครงสร้างหน้าเว็บไซต์ เพื่อให้เว็บเบราว์เซอร์เข้าใจได้ว่าเนื้อหาในหน้าเว็บไซต์นั้นมีส่วนประกอบอย่างไร และควรจะแสดงอย่างไร โดยหลักการทำงานของส่วนนี้คือการใช้แท็ก (tag) ที่ต้องปิดให้สมบูรณ์เพื่อกำหนดโครงสร้างของหน้าเว็บไซต์ ตัวอย่างแท็กที่ใช้กันอย่างแพร่หลายคือ <html>, <head>, <body>, <div> เป็นต้น
- ส่วนเนื้อหา (Content) เป็นส่วนที่ใช้สร้างเนื้อหาในหน้าเว็บไซต์ โดยหลักการทำงานของส่วนนี้คือการใช้แท็กที่ไม่ต้องปิด (self-closing tag) เช่น <img>, <br>, <input> เป็นต้น หรือแท็กที่ต้องปิด (closing tag) เช่น <p>, <h1> - <h6>, <ul>, <ol> เป็นต้น
- การสื่อสารกับเว็บเบราว์เซอร์ (Presentation) เป็นส่วนที่ใช้สร้างการแสดงผลให้เนื้อหาในหน้าเว็บไซต์มีลักษณะต่าง ๆ เช่น สีพื้นหลัง, ขนาดตัวอักษร, ตำแหน่งของเนื้อหา เป็นต้น โดยใช้ CSS (Cascading Style Sheets) เพื่อกำหนดลักษณะต่าง ๆ ของเนื้อหาในหน้าเว็บไซต์
มารู้จักกับ HTML5
- พัฒนาเพื่อรองรับการทำงานของ JavaScript เครื่องมือที่ช่วยในการสร้างส่วนต่อประสานผู้ใช้ (User Interface)
- การพัฒนาเว็บไซต์แบบ Responsive Design ให้สามารถปรับขนาดหน้าจอได้ตามอุปกรณ์ที่เข้าถึงเว็บไซต์
- การใช้งาน Canvas สำหรับการวาดรูปภาพและภาพเคลื่อนไหว
- การเล่นเสียงและวิดีโอโดยไม่ต้องใช้โปรแกรมฝังเพิ่มเติม
- การใช้งานแท็กเกี่ยวกับซีเมนต์การ์ดสำหรับสร้างและแสดงข้อมูลการ์ดของสิ่งของ
- การใช้งานฟีเจอร์ Geolocation เพื่อแสดงตำแหน่งที่ตั้งของผู้ใช้งาน
- การทำงานออฟไลน์ (Offline Web Applications) เพื่อให้ผู้ใช้งานสามารถเข้าถึงเนื้อหาของเว็บไซต์ได้โดยไม่ต้องเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต
- Semantic tags: ช่วยให้การเขียน HTML มีความหมายเป็นระเบียบและเข้าใจง่ายขึ้น เช่น <header>, <footer>, <nav>, <article>, <aside> เป็นต้น
แท๊กใหม่ใน HTML5
<article>, <aside>, <header>, <footer>, <nav>, <section> |
ใช้ในการจัดการโครงสร้างของเอกสารที่ซับซ้อยให้ง่ายยิ่งขึ้น |
<audio>, <video>, <track>, <source> |
ใช้งานมัลติมีเดีย |
<canvas> |
ใช้วาดภาพและแสดงผลกราฟิก |
<mark> |
ใข้เน้นข้อความด้วยการทำไฮไลต์พื้นหลัง |
<meter> |
ใช้วัดค่า |
<progress> |
ใช้แสดงแถบความคืบหน้าของงาน อาจจะแสดงเป็น % หรือตัวเลข |
<time> |
ใช้แสดงข้อมูลที่เป็นเวลา |
<detailist> |
ใช้แสดงรายการใน Dropdown |
<hgroup> |
ใช้จัดกลุ่มหัวข้อเอกสาร |
<input type=email> |
เป็นช่องรับข้อมูลชนิดอีเมล และยังสามารถตรวจสอบความถูกต้องของอีเมลที่ป้อนเข้ามาด้วย |
<input type=url> |
เป็นช่องรับข้อมูลที่เป็น URL |
<input type=number> |
เป็นช่องรับข้อมูลเฉพาะตัวเลข |
<input type=range> |
เป็นช่องรับข้อมูลที่เป็นตัวเลข โดยสามารถกำหนดช่วงระหว่างตัวเลขได้ |
<input type=color> |
แสดงรายการสีให้เลือก |
<input type=datetime> |
เป็นช่องรับข้อมูลที่เป็นวันที่/เวลา |
แท๊กที่ถูกยกเลิกใน HTML5
นอกจากแท๊กที่เพิ่มเข้ามาใหม่แล้ว ใน HTML5 ก็ได้มีการยกเลิกการใช้งานในบางแท๊ก ได้แก่
<acronym> <big> <center> <dir> <font> <strike> <tt>นอกจากนี้ในบางแท๊กอาจไม่ได้ถูกยกเลิก แต่อาจมีการเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับการกำหนดค่าแอตทริบิวต์ใหม่ ซึ่งยังสามารถแสดงผลบนเว็บเบราเซอร์ได้อยู่ดี ดังนั้นแม้เราจะใช้แท๊ก HTML5 ที่ถูกยกเลิกไปแล้วก็อาจจะได้ผลลัพธ์ตามปกติ ซึ่งในอนาคตหากมีการอัปเดทเว็บเบราเซอร์ก็อาจจะไม่รองรับแท๊ก HTML ที่ถูกยกเลิกไป จะทำให้เว็บไซต์แสดงผลผิดพลาดได้ ดังนั้นจึงควรใช้แท๊กที่รองรับ HTML5 ไปเลย
ข้อดี VS ข้อเสียของ HTML
ข้อดีของ HTML
- เป็นภาษาที่ง่ายต่อการเรียนรู้และใช้งาน สำหรับผู้ที่มีพื้นฐานในการโปรแกรมมิ่งหรือไม่มีเลยก็สามารถเรียนรู้ HTML ได้ง่ายๆ
- มีความยืดหยุ่นในการสร้างเว็บไซต์ ทำให้นักพัฒนาสามารถปรับแต่งหน้าเว็บตามต้องการได้ ไม่ว่าจะเป็นขนาด, สี, รูปแบบ
- สามารถทำงานได้บนเบราว์เซอร์หลายแบบ ไม่ว่าจะเป็น Chrome, Firefox, Safari, หรือ Edge ทำให้เว็บไซต์ที่สร้างด้วย HTML สามารถแสดงผลได้ถูกต้องบนหลายโปรแกรมเบราว์เซอร์
- สามารถใช้งานร่วมกับภาษาโปรแกรมมิ่งอื่นๆ เช่น CSS (Cascading Style Sheets), JavaScript, PHP, JSP, ASP เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและปรับปรุงประสิทธิภาพในการพัฒนาเว็บไซต์
- เป็นเทคโนโลยีที่เปิดเผยและใช้งานได้ฟรี ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย
- รองรับสื่อต่างๆ รองรับการแสดงผลสื่อต่างๆ เช่น ข้อความ รูปภาพ วิดีโอ ไฟล์เสียง แผนที่ และอื่นๆ ทำให้สามารถสร้างเว็บไซต์ที่หลากหลายและน่าสนใจได้
- สามารถติดต่อสื่อสารกับผู้ใช้ มีฟอร์มและองค์ประกอบอื่นๆ ที่ช่วยให้ผู้ใช้สามารถกรอกข้อมูลและติดต่อกับเว็บเพจได้ อย่างเช่นฟอร์มติดต่อหรือฟอร์มสมัครสมาชิก
ข้อเสียของ HTML
- ไม่สามารถจัดการข้อมูลแบบซับซ้อน เพราะมันถูกออกแบบมาให้เป็นภาษาที่ใช้สำหรับสร้างโครงสร้างหน้าเว็บเท่านั้น
- ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อการโปรแกรมมิ่ง และไม่ได้รองรับฟีเจอร์ที่ทำให้สะดวกสบายในการพัฒนาโปรแกรม รวมไปถึงการจัดการกับข้อมูลในฐานข้อมูล ซึ่งต้องใช้เทคโนโลยีเพิ่มเติม
- อาจมีการแสดงผลที่แตกต่างไปตามเบราว์เซอร์ที่ใช้งาน ซึ่งอาจทำให้เว็บไซต์ดูไม่เหมือนกันหรือมีปัญหาในบางกรณี
- มีข้อจำกัดในด้านกราฟิกและอาจไม่ค่อยมีประสิทธิภาพเมื่อเทียบกับภาษาที่เน้นการแสดงผลทางกราฟิกเป็นหลัก
- ไม่ได้มีฟีเจอร์ที่สามารถสื่อสารแบบ Real-time หรือการอัพเดทข้อมูลโดยอัตโนมัติโดยไม่ต้องรีเฟรชหน้าเว็บ
- การรักษาความปลอดภัย เนื่องจาก HTML เป็นภาษาที่ใช้สร้างโครงสร้างเว็บเพจ มีความสามารถในการแสดงผลข้อมูลเท่านั้น ซึ่งอาจทำให้เกิดช่องโหว่ความปลอดภัยในกรณีที่มีการป้อนข้อมูลที่ไม่ถูกต้องหรือไม่ได้รับการตรวจสอบอย่างเพียงพอ
สรุปเรื่องภาษา HTML ฉบับคนทำโปรเจค
จะเห็นได้ว่าภาษา HTML เป็นภาษาพื้นฐานที่ใช้สำหรับสร้างและกำหนดโครงสร้างของเว็บไซต์ โดยทำงานร่วมกับ CSS และ JavaScript เพื่อสร้างเว็บไซต์ที่สามารถทำงานได้บนหลายเบราว์เซอร์ เป็นภาษาที่ใช้งานง่าย ไม่ต้องการความรู้เชิงลึกในการเขียนโปรแกรมมากนัก จึงเหมาะสำหรับมือใหม่ที่กำลังเริ่มศึกษาการทำเว็บไซต์โดยต้องปูพื้นฐานการทำเว็บไซต์ด้วยภาษา HTML และ CSS ก่อนเพื่อที่จะนำมาทำงโปรเจคคอมพิวเตอร์ของตนเองได้ ซึ่งสามารถคัดลอกข้อมูลจากเพจนี้ไปใส่ไว้ในบทที่ 2 ของรูปเล่มโปรเจค ในหัวข้อแนวคิดและทฤษฎีที่เกี่ยวข้องได้เลย อย่าลืมใส่อ้างอิงข้อมูลว่าเอามาจากเว็บนี้ด้วยนะครับ :)ถ้าชอบคอนเทนต์แบบนี้สามารถติดตามข่าวสารและบทความทำโปรเจคของ makewebproject เพื่ออัปเดทความเคลื่อนไหวของการเขียนโปรแกรมภาษา HTML หากท่านมีข้อเสนอแนะ หรือติดปัญหาส่วนไหนสามารถสอบถามผ่าน เฟสบุ๊ครับทำโปรเจค หรือ line รับทำโปรเจค ได้เลยครับ
HTML คืออะไร แนวคิดและทฤษฎี HTML ประวัติ HTML ความเป็นมา HTML จุดเริ่มต้นของ HTML ทำโปรเจค HTML HTML means? HTML elements WHATWG SGML
กลับหน้าเทคนิคการทำโปรเจค